2007/Jul/05

มิถุนายน 2549

ย่าเข้าโรงพยาบาล นั่นเป็นครั้งแรกที่ย่าป่วยหนักถึงกับขนาดต้องเข้าห้องICU

จากที่เคยรู้แค่ว่าเป็นความดันและเบาหวาน วันนั้นถึงได้รู้ว่าความจริงแล้ว

ย่ามีอีกหลายโรค คนแก่ส่วนใหญ่เป็นอะไรขึ้นมามันจะไม่ค่อยบอกลูกหลาน

รู้อีกทีก็เป็นเยอะมากเกินที่จะรักษาให้หายขาดแล้ว วันที่ไปเยี่ยมย่าวันนั้น

จำได้ว่าพอเห็นสภาพของย่าแล้ว..รับไม่ได้ แล้วยิ่งได้รู้ว่าย่าเป็นอะไร

ยิ่งยากที่จะทำใจได้ เพราะรู้แล้วว่าต้องนับเวลาถอยหลังแล้ว..

ทุกครั้งที่ไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล ก็ต้องแอบไปร้องไห้ตรงระเบียงไม่ให้ย่าเห็น

ตอนนั้นรู้สึกว่า การที่ต้องนับเวลาถอยหลังเพื่อจากลาคนที่เรารัก

เห็นหน้ากันอยู่ทุกวัน กับการที่ปุบปับจากกันไปเลย อย่างไหนทรมานใจกว่ากัน

ทุกครั้งที่เห็นย่าถูกเจาะน้ำเกลือ ถูกเจาะช่องท้อง ลูกหลานทุกคนแทบอยาก

เป็นแทน แต่ย่าก็อดทน และสู้กับโรคจนอาการดีขึ้น และหมอให้กลับบ้านได้

กรกฏาคม 49

เดือนกว่าที่ย่าอยู่โรงพยาบาล เดือนกว่าที่ชีวิตฉันตื่นมา ไปทำงาน

เลิกงาน ไปหาย่าที่โรงพยาบาล กลับถึงบ้าน4-5ทุ่ม เสาร์อาทิตย์

ไปโรงพยาบาล เหนื่อยนะ..แต่ฉันก็เต็มใจที่จะทำอย่างนั้น เพราะตอนนั้น

ยังไม่รู้ว่าย่าจะได้กลับบ้านอีกมั้ย แต่โชคดีที่อาการของย่าดีขึ้นจนกลับบ้านได้

วันนั้นดีใจมากที่ได้รู้ว่าย่ากลับบ้านได้แล้ว ทุกคนในบ้านดีใจ ย่าเองก็ดีใจ

เพราะเบื่อโรงพยาบาล และอยากกลับบ้านเต็มที ฉันกลับจากที่ทำงานมา

เจอย่าอยู่ที่บ้าน ย่าหน้าตาสดใสขึ้นเยอะ ถึงแม้ว่าจะยังเดินไม่ค่อยได้

ต้องนอนอยู่บนเตียง แต่รู้ว่าย่าแข็งแรงขึ้นเยอะ ทุกคนที่บ้านมีความสุข

ตอนนั้นรู้เลยแหล่ะ ไม่ว่าอะไรก็ตามถึงแม้ว่าจะไม่เคยทำมาก่อน

แต่เพื่อคนที่เรารักแล้ว อะไรที่ไม่เคยทำก็ต้องทำได้ ฉันเองก็แทบไม่อยากเชื่อ

ว่าฉันจะดูแลย่าได้ขนาดนั้น ทำอาหารสำหรับคนป่วย ป้อนข้าวป้อนยา

นวดเท้าเวลาบวมเพราะเกิดจากการเป็นโรคไต ทำความสะอาด อาบน้ำให้ย่า

ฉันก็ทำได้ นั่นอาจเป็นเพราะฉันรู้อยู่แก่ใจดีว่า...วันนึง ย่าต้องจากฉันไป

ตอนนั้นไม่รู้ว่าเหลือเวลาอีกเท่าไหร่ที่ย่าจะอยู่กับฉัน เพราะฉะนั้น

อยากทำอะไรก็ทำซะตั้งแต่วันนั้นเลย และฉันเชื่อว่าทุกคนที่บ้าน

ก็คงคิดแบบฉันเหมือนกัน

กุมภาพันธ์ 50

ย่าบ่นว่าอยากกลับบ้านของย่าเองที่สุขาภิบาล3 ย่าอยู่ที่นั่นก่อนจะป่วยเข้าโรงพยาบาล

อาการย่าดีขึ้นมาก ๆ เลย ยิ่งมีคนรับปากว่าจะได้กลับไปอยู่ที่บ้านของย่าเอง

ย่ายิ่งดีขึ้นเรื่อย ๆ เดินเองได้โดยไม่ต้องมีคนจับ น้ำหนักขึ้น อ้วนขึ้น มีเนื่อมีหนัง

สดใสขึ้นมาก แล้วเมื่อถึงวันที่ย่ากลับบ้าน ฉันเห็นย่าเดินขึ้นไปนั่งบนรถเอง

โดยไม่ต้องมีคนช่วยพยุง เมื่อย่ากลับไปแล้ว ที่บ้านฉันก็จะไปเยี่ยมย่ากันบ่อย ๆ

เมษายน 50

รู้มาว่าย่าไม่ยอมเดินแล้ว บ่นว่าเหนื่อย

มิถุนายน 50

ย่ากินอะไรไม่ค่อยได้ กินได้แต่ของเหลว และน้ำ แต่ย่าก็ไม่ได้บ่นว่าเจ็บ

หรือปวดอะไรเลย (นั่นเป็นสิ่งที่ดี เพราะฉันไม่ต้องการเห็นย่าเจ็บปวดทรมาน)

น้ำหนักน่าลดลงเรื่อย ๆ ผอมลงเยอะมาก แต่ยังพูดคุยรู้เรื่อง

จนถึงค่อนมาทางกลางเดือน อาการย่าไม่ค่อยดี เพราะไม่ยอมกินอะไรนอกจากน้ำ

ผอมลงมากผิดตา บ่นว่าเหนื่อย และอย่ากนอนพักผ่อนเยอะ ๆ

ลูกหลานทุกคนหมั่นไปเยี่ยมกันบ่อยขึ้น

28 มิถุนายน 50

ใกล้เลิกงานแล้ว พ่อโทรมาบอกว่าย่าอาการไม่ค่อยดี ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

พ่อจะไปนอนเฝ้าย่า และวันนี้ที่บ้านจะไปบ้านย่ากัน ขณะนั้นฉันใกล้เลิกงานแล้ว

ใจจริงอยากเลิกงานแล้วไปหาย่าเลย แต่จนปัญญาเพราไม่รู้ว่าจากอโศก

ไปสุขาภิบาล 3 ต้องไปยังไง เลยต้องกลับบ้านก่อน แล้วค่อยไปกับรถที่บ้าน

กว่าฉันจะไปถึงบ้าน จากบ้านไปบ้านย่า..ไม่ทันแล้ว สองทุ่มกว่า อาโทรมา

บอกว่า ย่าไม่ไหว ดูย่าเหนื่อยมากแล้ว เลยบอกให้ย่าหลับ หลับให้สบาย

และย่าก็หลับไปอย่างสงบ ทุกคนเงียบกันหมด พ่อ อา พี่ และฉัน

ไม่มีใครพูดอะไร ไม่มีใครร้องไห้เลย ไม่ใช่ไม่เศร้า ไม่ใช่ไม่เสียใจ

แต่ฉันคิดว่าทุกรู้และเข้าใจถึงเหตุผลครั้งนี้ดี และคงรู้สึกไม่ต่างกัน

29 มิถุนายน 50

ตื่นแต่เช้าตามปกติ แต่ความรู้สึกมันใจหายยังไงก็บอกไม่ถูก จัดการเรื่องวัดเรียบร้อย

ความจริงก็ไม่มีอะไรวุ่นวาย จะไปทำงานก็ได้ แต่เมื่อคืนนอนดึก รู้สึกเพลีย

อีกอย่างก็ไม่มีกะจิตกะใจจะไปด้วย เลยลางาน 1 วัน ตอนเย็นรดน้ำศพย่าที่วัด

ฉันจะได้เห็นย่าอีกครั้ง และคงเป็นครั้งสุดท้าย ย่าเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดโปรด

ที่ชอบใส่ไปทำบุญบ่อย ๆ วันนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันจะได้ดูแลย่า ทาแป้ง หวีผมให้ย่า

แล้วก็เป็นครั้งแรกที่น้ำตาไหลออกมา เพราะความอาลัย คนที่เลี้ยงดูฉันมาตั้งแต่เกิด

คนที่อยู่กับฉันมาทั้งชีวิต ตอนนี้นอนสงบนิ่งอยู่ข้างหน้า มองภาพของย่าเป็นครั้งสุดท้าย

จดจำเอาไว้ก่อนที่จะไม่ได้เห็นอีกตลอดไป

4 กรกฏาคม 50

วันนี้เป็นวันที่จะไปส่งย่าขึ้นสวรรค์ วุ่นวายทั้งวัน แต่ทุกคนก็ช่วยกันทำเพื่อย่า

ตั้งแต่ตอนเช้า ทำบุญเลี้ยงพระ ทำกับข้าว จัดโน่นทำนี่ หลัง11โมง ก็เก็บของ

ออกจากศาลาเพื่อเตรียมเคลื่อนศพขึ้นเมรุ หลังจากนั้นแล้วพอมีเวลาว่าง

2-3ชั่วโมง กลับบ้านอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า มาที่วัดอีกครั้ง ดูแลความเรียบร้อยต่าง ๆ

เตรียมน้ำ กาแฟ ของว่าง เพื่อต้อนรับแขกที่จะมาร่วมพิธี ญาติพี่น้องที่แยกย้ายกันไป

ไม่เจอกันนาน ก็ได้กลับมาเจอกันอีกครั้งที่นี่ ลูกหลานทุกคนช่วยกันต้อนรับแขก

ฉันเหนื่อย และฉันก็รู้ว่าทุกคนก็เหนื่อยเหมือนกัน แต่ทุกคนก็เต็มใจที่จะทำ

เป็นครั้งสุดท้ายให้กับย่า เมื่อถึงเวลาเผาจริง เจ้าหน้าที่ทางวัด เปิดฝาโลง

ให้ญาติดูหน้าเป็นครั้งสุดท้าย ฉันเลือกที่จะไม่ขึ้นไป เพราะขอจดจำแต่ภาพดี ๆ

ของย่าเอาไว้ในความทรงจำของฉัน เมื่อพิธีเผาจริงเสร็จสิ้นลง ก็กลับบ้าน

เก็บข้าวของของย่า หม้อ จาน ชาม ที่ไปทำบุญก็เก็บกลับบ้านมาล้างทำความสะอาด

วันนี้เป็นวันที่เหนื่อยที่สุด แต่ฉันเต็มใจที่จะเหนื่อย..

หนึ่งปีเต็ม ที่รู้ว่าย่าป่วย หนึ่งปีสำหรับเวลาให้ทำใจเพื่อรอพบกับการจากลา

หนึ่งปีที่ช่วยกันดูแลย่าอย่างดี.. ครั้งแรกที่ได้รู้ว่าย่าป่วย และย่าเป็นอะไร

ทำใจไม่ได้ ที่รู้ว่าย่ามีเวลาเหลืออีกไม่นาน ร้องไห้แทบทุกวันเมื่อนึกถึงวันที่ย่าไม่อยู่

ป้อนข้าวป้อนยา อาบน้ำเช็ดตัว ในใจก็คิดไปว่า พรุ่งนี้จะมีโอกาสได้ทำแบบนี้อีกมั้ย

ตอนนั้นคิดว่า การที่คนที่เรารักเหลือเวลาอยู่กับเราอีกไม่นาน มันทรมานความรู้สึกมาก

ถ้าพรุ่งนี้ไม่มีเค้าอยู่แล้ว เราจะเป็นยังไง เราจะทำยังไง มันเป็นความรู้สึกที่แย่มากเลย

เวลาที่เหลืออยู่จึงได้ดูแล และทำหน้าที่ของหลานคนนึงที่ควรจะทำให้ย่าอย่างเต็มที่

อะไรที่ไม่เคยทำ ก็ทำได้เพื่อย่า สิ่งที่ได้ทำไป อาจจะไม่ได้ดีเลิศเป็นยอดกตัญญู

แต่ก็ดีที่สุดที่ที่จะทำใหได้ วันนี้ ย่าไม่อยู่แล้ว เสียใจ ก็เพราะอาลัยกับการจากลา

เพราะตั้งแต่เกิดจนโตก็มีย่าคอยดูแล เข้าใจดีกับการเป็นไป เพราะมันมีเหตุผล

และรับรู้อยู่ตลอดเวลาว่าย่าเหนื่อยมามากพอแล้ว ถึงเวลาที่ย่าจะพักผ่อนตลอดไป

ครั้งนึงเคยมีคำถามเกิดขึ้นในใจว่า ระหว่างการที่จะต้องนับถอยหลังเพื่อจากคนที่รัก

กับการจากลาโดยไม่ทันตั้งตัว อย่างไหนทรมานใจกว่ากัน ทั้งสองเหตุการ

ได้เกิดขึ้นกับชีวิตแล้ว และได้รู้ว่า..การที่เรารู้ว่าเราจะมีเวลาเหลืออยู่กับคนที่เรารัก

อีกไม่นานนัก ถึงแม้ช่วงแรก ๆ จะทุกข์ใจแค่ไหน แต่อย่างน้อยก็ยังมีเวลา

ที่จะดูแลกัน และทำสิ่งดี ๆ ให้กับคนที่เรารักในเวลาที่เหลืออยู่อย่างเต็มที่ แล้วเมื่อถึงวันนึง

ที่เค้าจากไป เราจะเข้าใจถึงเหตุผลของการจากลา แต่การจากกันโดยไม่คาดคิดมาก่อน

มันไม่สามารถย้อนเวลากลับไปทำอะไรให้เค้าได้อีกต่อไป และนั่นคงเป็นเรื่องเศร้า

ที่จะติดอยู่ในใจไปอีกนาน วันนี้ ได้ผ่านทั้งสองเหตุการณ์มาแล้ว ทำให้คิดได้ว่า

รอบข้างเราคือคนที่เรารัก ไม่มีโอกาสรู้เลยว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น ถ้ารักกัน

ก็ต้องทำดีให้กันมาก ๆ หากวันนึงเค้าไม่อยู่ จะได้ไม่มาเสียใจทีหลังว่ายังไม่ทัน

ได้ทำอะไรให้เลย วันนี้ย่าหลับไปแล้ว เชื่อว่าย่าคงหมดห่วงในทุก ๆ เรื่อง

ขอให้ย่าหลับอย่างสงบ ถ้าหากเรื่องของภพชาติมีจริง

ก็ขอให้ได้เกิดมาเป็นหลานของย่าอีก..หลับให้สบายนะย่า

ปล.ขอบคุณหน้ามล ที่ตั้งกระทู้ไว้อาลัยย่าให้หนู และขอบคุณaakทุกคน

ที่แสดงความเสียใจและเป็นห่วง

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับ

แต่ก็น่าชื่นใจแทนคุณย่านะครับ ที่มีลูกหลานและคนที่รัก และเป็นห่วงเป็นใยท่านในช่วงสุดท้ายของชีวิต...

ตอนที่คุณย่าของผมเสียไปเมื่อเกือบสิบปีที่แล้วนั้นผมไม่มีโอกาสได้ไปดูแลท่านเท่าไหร่นัก เพราะอยู่ไกลมาก ๆ อาเคยชวนอยู่บ่อย ๆ เวลาผมกลับไปเยี่ยมบ้านว่า "ว่าง ๆ มานอนค้างบ้านย่ามั่งนะลูก" ผมก็ผัดผ่อนไปเรื่อย ๆ คิดว่าเอาไว้คราวหน้าก็แล้วกัน...จนในที่สุด คุณย่าก็จากไป วันที่เผาศพย่า อายังพูดกับผมอยู่เลยว่า "อาเคยชวนหนูมาค้างตั้งหลายหนแต่ก็ไม่ได้มา จนย่าตายก็ยังไม่ได้มาเลย..."

ขอแสดงความเสียใจที่คุณย่าของคุณจากไป
แต่ก็ขออนุญาตแสดงความชื่นชม ยินดี...ที่คุณก็ยังได้เป็นหลานที่ดี ได้ปรนนิบัติท่านให้ชื่นใจ

ขอให้คุณย่าท่านไปสู่สุขคตินะครับ...
#1  by  Monboysama At 2007-07-05 14:31, 
ขอแสดงความเสียใจด้วยนะคะคุณปลา
#2  by  VAR At 2007-07-05 15:26, 
ท่านไปสบายแล้ว
หนูเชื่อว่าในภพหน้าพี่ปลาต้องได้เกิดเป็นหลานของย่าอีก

ส่วนหนูตอนนี้ เหลือยายคนเดียว หนูจะดูแลท่านแบบพี่ปลาบ้าง
#3  by  แก้มยุ้ย At 2007-07-06 13:28, 
ขอเข้ามาไว้อาลัยในนี้อีกครั้ง
#4  by  พี่เก่ง (124.121.10.133) At 2007-07-06 18:03, 
ขอเข้ามาไว้อาลัยในนี้อีกครั้ง
#5  by  พี่เก่ง (124.121.10.133) At 2007-07-06 18:03, 
ย่าเค้าไปสบายแล้ว
ถ้าเค้าไปไม่สบายเค้าจะกลับมา
ล้อเล่น จะได้ไม้เครียด
#6  by  จุ๊บจุ๊บ... At 2007-07-10 11:30, 
^
^
อีนี่นิ..เด๋วเหอะมรึง

ถ้าเค้ามา กรูจะบอกเค้าว่ามรึงคิดถึง เค้าจะได้ไปหามรึงไง
#7  by  Nemo At 2007-07-10 15:04, 
ย่าพี่เป็นมะเร็งและสียชีวิตตั้งแต่พี่เล็กๆ
จำย่าได้แค่ ย่าชอบพากวาดลานบ้าน และเวลาที่เป็นน้ำชอนที่เท้า ย่าจะเอาข่าแก่มาตำกับเหล้าขาวทาให้ แสบๆคันๆแต่หายเป็นปลิดทิ้ง

มาจำได้ก็ตอนย่าของสามี
เขาเป็นคนที่รักย่ามาก ทุกครั้งกลับไปหาย่าเขาจะจับย่าอาบน้ำ ตัดผม แคะขี้หู
ทำทุกครั้ง ทุกวันที่อยู่กับย่า ตอนย่าถูกตัดขานอน ร.พ.หลานชายคนนี้ก็เป็นคนเช็ดตัว เช็ดก้นให้ย่า

ตอนนี้ย่าก็ไม่อยู่แล้วเหมือนกัน ย่าเสียตอนพี่คลอดน้องฮอพได้ 4 เดือน
อย่างน้อยย่าก็ได้เห็นเหลนชายคนแรก

#8  by  พี่อ้อม (125.26.248.203) At 2007-09-26 13:19, 

<< Home