
นำบทความนี้มาให้อ่านกันเพื่อให้เห็นถึงพระราชปณิธานในการทรงงาน
โดย พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร / รอยพระยุคลบาท
************************************
ผมไม่ทราบว่าพระเจ้าอยู่หัวเริ่มทรงพระประชวรในวันใดแน่
แต่ที่ผิดสังเกตก็คือ ในวันจันทร์ที่ 20 มค. 2518 นั้น
สมเด็จพระบรมราชินีนาถเสด็จพร้อมด้วยทูลกระหม่อมน้อย
และทูลกระหม่อมเล็กจากเชียงใหม่ไปจังหวัดน่าน
เพื่อทรงเยี่ยมราษฎรและเจ้าหน้าที่ พระเจ้าอยู่หัวมิได้เสด็จด้วย
ที่ผิดสังเกตก็เพราะสถานการณ์ที่จังหวัดน่านกำลังวิกฤต
การต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์กำลังดำเนินอยู่
เจ้าหน้าที่และราษฎรได้รับบาดเจ็บและตายเป็นจำนวนมาก
ในสถานการณ์อย่างนั้นพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพร้อมด้วยสมเด็จฯเสมอ
และในที่สุดก็เป็นที่ทราบกันว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวร
และเมื่อค่ำวันหนึ่งผมเห็นคุณหมอ(ผู้หญิง)คนหนึ่ง
เดินร้องไห้ลงมาจากพระตำหนัก ผมก็รู้ว่าพระเจ้าอยู่หัว
ไม่ได้กำลังทรงพระประชวรเฉยๆ แต่ทรงพระประชวรหนัก
บรรยากาศในพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ตอนนั้น
เงียบและซึมเศร้า ทุกคนหน้าตาหมองคล้ำ
คราวนี้สมเด็จฯก็ทรงงดพระราชกรณียกิจ
และไม่เสด็จไปไหนเลยด้วย พระราชกรณียกิจสำคัญๆ
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ผู้แทนพระองค์ปฏิบัติแทน
ผมเองตั้งใจว่าหากพระเจ้าอยู่หัวทรงหายพระประชวรก็
จะกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาติ
ลาอุปสมบทเพื่อถวายพระราชกุศลด้วย ครั้นแล้วเราก็ได้ข่าวดี
พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระอาการดีขึ้น พระไข้ลด
แต่ยังทรงอ่อนเพลีย คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษา
จึงขอพระราชทานให้ทรงงดพระราชกรณียกิจเป็นเวลา30วัน
วันนั้นผมรู้ว่ามีเหตุผิดปกติอย่างหนึ่ง
เพราะสถานีวิทยุของกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนเขต5
ที่ค่ายดารารัศมี อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
ซึ่งเป็นสถานีแม่ข่ายของตำรวจตระเวนชายแดนในภาคเหนือ
เรียกเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ของตำรวจเครื่องหนึ่งอยู่เป็นระยะ ๆ
โดยไม่ได้รับตอบ ประมาณ10นาฬิกา ผมจึงได้ยินเสียงแหบห้าว
สั่นเครือของใครคนหนึ่งเรียกสถานีวิทยุค่ายดารารัศมี
และแจ้งว่าเฮลิคอปเตอร์เครื่องที่ค่ายดารารัศมีเรียกมาตั้งแต่เช้านั้น
ขณะนี้ได้ลงไปจอดอยู่ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง
ดูเหมือนจะเป็นในเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอน
ผมฟังยังไม่ทันจะจบประโยคก็จำได้ว่า ที่ผมกำลังได้ยินอยู่นั้น
เป็นพระสุรเสียงของพระเจ้าอยู่หัว
ผมรู้สึกตื้นตันจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้
เพราะผมไม่ได้ยินพระสุรเสียงมาหลายวันแล้ว
นับตั้งแต่ทรงพระประชวร แต่แล้วความตื้นตัน
ก็กลายเป็นความรู้สึกขัดใจอย่างแรง ขัดใจเพราะเห็นว่า
พระเจ้าอยู่หัวมิได้ทรงพักผ่อนพระวรกายตามคำแนะนำของแพทย์
แต่กลับทรงลุกขึ้นมาทรงงานด้วยการทรงฟัง
และถึงกับรับสั่งทางวิทยุ ผมนึกอะไรไม่ออก
นึกได้แต่ว่าจะต้องกราบบังคมทูลประท้วง
ครั้นแล้วผมก็ลงนั่งเขียนจดหมายถึงฝ่าละอองธุลีพระบาททันที
ในจดหมายหรือฎีกาฉบับนั้นผมกราบบังคมทูลรำพันไปว่า
คงไม่ทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทว่าทรงพระประชวรครั้งนี้
คนไทยทั้งประเทศเป็นทุกข์เพียงใด ทุกคนสวดมนต์อ้อนวอน
ขอให้หายพระประชวร ผมคงจะระบายอารมณ์ลงไปในจดหมาย
หรือฎีกาฉบับนั้นอีกเป็นอันมาก ในตอนท้ายผมกราบบังคมทูล
อ้อนวอนขอให้ทรงงดพระราชกรณียกิจตามที่แพทย์ขอพระราชทานไว้
และหากมีความจำเป็นที่จะต้องรับสั่งกับผู้ใดก็
ไม่จำเป็นจะต้องทรงฝืนพระวรกายลุกขึ้นรับสั่งทางวิทยุ
พระราชทานเป็นพระราชหัตถเลขาลงมาก็ได้
ผมไม่หวังว่าพระเจ้าอยู่หัวจะทรงมีพระปฏิกิริยาอย่างใด
เพราะฉะนั้นในวันรุ่งขึ้นเมื่อทูลกระหม่อมน้อย
ทรงเชิญบันทึกพระราชกระแสตอบจดหมายหรือฎีกาที่ผมถวายขึ้นไป
มาพระราชทานให้ผม ผมจึงตกใจแทบสิ้นสติ
บันทึกพระราชกระแสนั้นตอบจดหมายหรือฎีกา
ที่ผมทูลเกล้าฯถวายเป็นข้อ ๆ ข้อแรกนั้นผมเข้าใจว่า
คงจะทรงตอบที่ผมกราบบังคมทูลขอให้พระราชทาน
เป็นพระราชหัตถเลขาแทน ทรงตอบว่า
"ถ้าเป็นพระราชหัตถเลขา เขียนหยุกหยิก
เมื่อยมือ ยิ่งช้า จึงต้องพูด"
ส่วนที่ผมรำพันไปในจดหมายว่าจะตายแทนพระเจ้าอยู่หัวได้นั้น
มีพระราชกระแสว่า
"จะตายแทนใคร? ใครจะตาย? เราเหนียว เราไม่ตาย
ถ้าเราไม่ตาย เราก็ต้องการใช้
จะไปหาความสุขส่วนตัวอุปสมบทไม่ได้"
"ถ้าเราตาย อนุญาตให้บวชหน้าไฟ
ถวายพระราชกุศล(แต่เราไม่ตาย)"
บันทึกพระราชกระแสที่ตอบมาเป็นข้อๆนั้นยังมีข้ออื่นอีก
ซึ่งจะขอเชิญมาลงไว้ที่นี้ เพราะทุกข้อสะท้อนพระราชอัธยาศัย
ทำให้เห็นน้ำพระทัยและวิธีทรงงานของพระเจ้าอยู่หัวชัดเจน
"ถ้าให้ทำอะไรก็ต้องมีคำสั่ง ให้ทำตามคำสั่ง
ไม่อย่างนั้นสะตึ จะทำอะไรคนเดียวไม่ได้
ต้องทำเป็นteamwork(ทำมานานแล้ว)"
"เคยบอกไว้ว่างานประจำต้องทำอยู่แล้ว
ถึงไม่บอกให้ทำก็ต้องทำ ไม่ต้องให้สั่งซ้ำอีก
จะประชวรหรือไม่ก็ต้องทำตามนโยบายที่สั่งไว้แต่ต้น
ห้ามทรยศและห้ามโง่ด้วย"
"เห็นด้วยว่าทุกคนต้องเห็นแก่ตัว
ถ้าเห็นแก่ตัวโดยแท้ โดยบริสุทธิ์ใจ
ประเทศชาติก็จะรอด(ห้ามมีอคติ)"
ข้อสุดท้ายเข้าใจว่าเป็นพระราชวิจารณ์ที่ทรงมีต่อจดหมายหรือฎีกา
ที่ผมทูลเกล้าถวายไป เพราะมีข้อความว่า
"แบบฟอร์มveryเชย"

รักพ่อทู้กวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ